|
ปัจจุบันพระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงอะไรในคริสตจักร |
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
พระเยซูจะยังไม่เสด็จกลับมาครั้งที่สองจนกว่าพระสัญญาของพระองค์จะสำเร็จทุกประการ โดยเฉพาะพระสัญญาหลักสองประการคือ (กิจการ 1:4-8, 3:21,15:16-18) - อิสราเอลจะต้องได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ - คริสตจักรจะต้องได้รับการรื้อฟื้นสู่ความสมบูรณ์แบบ
เราเห็นว่าพระสัญญาหลักสองประการนี้เป็นสิ่งที่ซาตานเกลียดอย่างมาก มันพยายามทำทุกวิธีทางที่จะหยุดขบวนการรื้อฟื้นสองส่วนสำคัญที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
ผมเชื่อว่าในปัจจุบันพระเจ้ากำลังส่งคนงานของพระองค์อย่างเฉพาะเจาะจงที่จะทำให้พระสัญญาสำเร็จ บางคนพระเจ้ามอบหมายให้นำการรื้อฟื้นเรื่องอิสราเอลเป็นหลัก แต่บางคนพระเจ้าให้รื้อฟื้นเรื่องคริสตจักรเป็นหลัก แท้ที่จริงแล้วสองส่วนนี้เป็นสิ่งเดียวกัน เพราะว่าคริสตจักรไม่ได้มาแทนที่อิสราเอล แต่ความจริงแล้ว อิสราเอลและคริสตจักรเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือข้อความล้ำลึกของพระเจ้าที่อาจารย์เปาโลได้รับการเปิดเผย (เอเฟซัส 3:5-6)
ส่วนตัวผมมีภาระใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงคริสตจักรเป็นหลัก และในบทความนี้ผมจะเขียนในสิ่งที่ผมได้รับการเปิดเผยเรื่องขบวนการเปลี่ยนแปลงคริสตจักร เราอยู่ในขบวนการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า และกำลังก้าวไปสู่ความสมบูรณ์แบบที่พระเจ้าต้องการ และพระองค์ต้องการให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลงอะไร และอะไรกำลังจะต้องเกิดขึ้น สิ่งต่อไปนี้เป็นขบวนการหนึ่งที่พระเจ้ากำลังทำในปัจจุบัน
พระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงคริสตจักร จากคริสตจักรแบบมีศิษยาภิบาลเป็นหลักหรือเรียกอีกแบบว่า คริสตจักรแบบเน้นการประกาศ (Pastoral model or Evangelical Church) มาเป็นคริสตจักรแบบอัครทูต หรือ คริสตจักรที่นำโดยพันธกรทั้งห้า (Apostolic orFivefold - ministers Church) นี่เป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้ากำลังทำให้มันเกิดขึ้น และซาตานพยายามขัดขวาง เราจะมาดูว่าคริสตจักรสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร
1. คริสตจักรแบบศิษยาภิบาล เป็นการเรียกตามโครงสร้าง หรือคริสตจักรแบบเน้นการประกาศ เป็นการเรียกแบบเนื้องาน มีลักษณะดังต่อไปนี้ - สมาชิกมาโบสถ์เพื่อรับพระพรจากพระเจ้า(นี่เป็นจุดเด่นก็ว่าได้) - ในคริสตจักรมีสองชนชั้นคือ ผู้รับใช้หรือบรรพชิต และสมาชิกหรือฆารวาส - ผู้รับใช้มีหน้าที่รับใช้โดย เน้นพิธีกรรมทางศาสนา (เพราะพิธีกรรมทางศาสนานี่แหละเป็นตัวแยกว่า ใครเป็นบรรพชิตและฆารวาส) - ปรัชญาการรับใช้คือประกาศ นำคนเข้าสวรรค์ ส่วนจะอยู่ขอบสวรรค์หรือตรงไหนช่าง พยายามนำคนไม่เชื่อให้มาเป็นสมาชิกคริสตจักรให้มากที่สุดเพราะนี่คือทางที่ จะช่วยเขาให้รอด - โดยโครงสร้างแล้วตำแหน่งศิษยาภิบาล เป็นตำแหน่งสูงสุดฝ่ายวิญญาณในคริสตจักร - บรรพชิตมีหน้าที่รับใช้ ส่วนสมาชิกมีหน้าที่สนันสนุนงานรับใช้โดย จ่ายภาษีทุกเดือน และให้กำลังใจโดยมารับการปรนนิบัติ คือต้องมาร่วมประชุมสม่ำเสมอ(ถ้าไม่อย่างนั้น ผู้รับใช้จะตกงาน จะเทศน์ให้ใครฟัง และจะทำพิธีกรรมได้อย่างไร) - งานรับใช้อยู่ในตัวอาคารโบสถ์ และต้องเป็นวันอาทิตย์เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆขอให้รักษาชีวิตให้รอดก็พอ - สุดยอดของงานรับใช้คือ การประกาศ และการขยายคริสตจักรให้มากๆ - มีความเชื่อเรื่องการบริหารเป็นงานชั้นยอดเหมือน MLM เช่นถ้าใครดูแลหนึ่งคริสตจักรก็เป็นศิษยาภิบาล ถ้าใครดูแลมากกว่าหนึ่งคริสตจักรก็เป็นอัครทูต (อัครทูตก็คือหัวหน้าคณะ หรือหัวหน้าศิษยาภิบาลนั่นเอง) - เข้าใจว่าคริสตจักรมีสององค์ประกอบคือ หนึ่งและสำคัญที่สุดคือตัวอาคาร และสองผู้เชื่อ - และอื่นๆ อีกมากมายที่เราทั้งหลายคุ้นเคย 2. คริสจักรแบบมีพันธกรทั้งห้า มีลักษณะดังต่อไปนี้
- สมาชิกมาโบสถ์เพื่อรับการเสริมสร้างและเตรียมการรับใช้จากทีมผู้นำ(พันธกร ทั้งห้า) - สมาชิกคือผู้รับใช้ และงานรับใช้ที่แท้จริงคืออยู่นอกตัวอาคารโบสถ์ อยู่ที่ที่พวกเขาอยู่ อยู่ตามบ้าน สถานที่ทำงาน ตามท้องถนน โดยมีพันธกรทั้งห้าเป็นผู้นำหรือทำให้เป็นแบบอย่าง - คริสตจักรคือการรวมตัวกันของผู้เชื่อ ไม่ใช่ตัวอาคาร - ผู้นำคริสตจักรหรือผู้ที่ปกครองดูแลคริสตจักรมีหลายคน เช่น บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผย บางคนเป็นผู้ประกาศ บางคนเป็นศิษยาภิบาล และอาจารย์ แต่ละคนจะเสริมสร้างในส่วนที่ตนมี - วันอาทิตย์เป็นการรวมตัวกันเพื่อ หนึ่งนมัสการพระเจ้าและอธิษฐาน สองเพื่อรับการเสริมสร้างทักษะในการรับใช้ และเพื่อรับการฟื้นใจจากพระเจ้า - ไม่ได้จดจ่อที่การประกาศ แต่จดจ่อที่แผ่นดินของพระเจ้า (การประกาศเป็นงานพื้นฐานของแผ่นดินของพระเจ้า และการบังเกิดใหม่เป็นก้าวแรกของการเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าเท่านั้น) - ไม่ได้จดจ่อที่การขยายคริสตจักรแต่ จดจ่อที่การขยายแผ่นดินของพระเจ้า(คริสตจักรเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินของพระ เจ้า) - พันธกรทั้งห้าเป็นของประทานไม่ใช่ตำแหน่ง และอัครทูตไม่ใช่หัวหน้าศิษยาภิบาล - เชื่อว่าทุกคนเทศน์ได้ เผยได้ สอนได้ ประกาศได้ ขับผีได้ รักษาโรคได้ ส่วนผู้นำเป็นแค่ครูฝึกและทำให้เห็นเป็นแบบอย่างเท่านั้น - งานรับใช้ที่แท้จริงคือทำในสิ่งที่พระเยซูทรงทำเป็นแบบอย่างให้เรา และต้องพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 14:12 และลูกา 4:18) - และอื่นๆที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน อะไรคืออุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง
- วิญญาณศาสนา และการยึดติดในพิธีกรรม - ความไม่มั่นคงของผู้นำ (กลัวเสียหน้า หรือกลัวตกงาน เข้าใจว่าเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกง) - การพึ่งพาเทคนิควิธีต่างๆ แทนที่จะพึ่งพระวิญญาณ(โดยเฉพาะหลักการตลาดและการบริหารแบบโลก) - ขาดความเข้าใจพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง - การยึดติดกับคณะนิกาย (กลายเป็นกำแพงอันใหญ่ ) - การเน้นผิดจุด (คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้าจะเป็นผู้รับใช้ต้องผ่านโรงเรียนพระคัมภีร์เท่านั้น โรงเรียนพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่ดี แต่การสอนของโรงเรียนพระคัมภีร์เน้นแบบการประกาศ(Evangelical thinking) และตั้งอยู่บนของประทานของการเป็นครูเป็นส่วนใหญ่(ไม่ใช่อัครทูตและผู้เผย) ซึ่งกลับกลายเป็นอุปสรรคอีกอย่างในการเคลื่อนแบบใหม่) - กลัวการเปลี่ยนแปลง (การเปลี่ยนแปลงมีสองแบบคือในทางบวกคือดีขึ้น หรือทางลบหรือแย่ลง และการเติบโตที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงในทางบวก) - การยึดติดกับสิ่งเก่าที่เป็นสิ่งที่ดีแต่เป็นศัตรูของสิ่งที่ดีที่สุด - ไม่กล้าออกจากจุดที่สบาย Comfort zone
เขียนโดย simon sainasith
|